top of page
philip-jahn-PYkpulrIMG0-unsplash.jpg

"ความมั่งคั่งไม่ต้องรอโชคชะตา แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนออกแบบและสร้างเองได้ ด้วยความตั้งใจและระบบที่ถูกต้อง"

"7 Steps to Rich" จะช่วยทำลายความเชื่อผิดๆ ที่คอยฉุดรั้งคุณจากความสำเร็จทางการเงิน เพราะแท้จริงแล้ว ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากความฟลุ๊ค มรดก หรือโชคชะตา แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการปรับ "กรอบความคิด" (Mindset) ให้ถูกต้อง โดยเปลี่ยนจากความกลัวและขาดแคลน ไปสู่การมองโลกแบบนักวางแผนที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ เมื่อคุณมี Mindset ที่ใช่ ควบคู่ไปกับแนวทางที่ทำได้จริง  ระบบนี้จะเปลี่ยนความสับสนให้กลายเป็นความชัดเจน พร้อมมอบแผนที่ 7 ขั้นตอนที่จะช่วยสร้างนิสัยการเงินอัตโนมัติ ขจัดความเครียด และนำทางคุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงอย่างเป็นระบบ
 

7 ขั้นตอน ที่จะนำพาคุณไปสู่ความมั่งคั่ง
 

  • ขั้นตอนที่ 1: การหารายได้ (Earning) — ปลดล็อกพลังแห่งการทวีคูณรายได้

    เป้าหมายที่แท้จริงของขั้นตอนนี้ ไม่ใช่การบอกให้คุณต้องทิ้งอาชีพเดิมแล้วไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่คือการ "อัปเกรดฝีมือ" ในสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วให้เก่งขึ้นจนคนอื่นเลียนแบบได้ยาก เพราะในทุกสายงานจะมีคนที่ได้ค่าแรงปกติ กับคนกลุ่มน้อยที่ได้ค่าตัวแพงกว่าคนอื่นหลายเท่าตัวเสมอ เช่น หากคุณเป็นพนักงานล้างจาน คุณอาจจะอยากฝึกทักษะการทำอาหารเพื่อขยับตนเองไปเป็นเชฟ  , หากคุณเป็นเชฟ คุณอาจอยากฝึกภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญ แล้วขยับไปเป็นพนักงานเสริฟ, หรือศึกษาทักษะการทำซูชิ เพื่อให้ตนเองสามารถไปทำหน้าที่ซูชิเชฟ, หากคุณเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหาร การฝึกทักษะการบริการชั้นเลิศหรือการจัดคิวจัดการร้านจะทำให้คุณกลายเป็นหัวหน้าผู้จัดการได้,  หากคุณทำร้านนวดหรือร้านเล็บ การฝึกศาสตร์การนวดบำบัดขั้นสูง หรือการเพ้นท์เล็บลายเฉพาะตัวที่กำลังเป็นกระแส จะเปลี่ยนคุณจากพนักงานทั่วไปมาเป็นช่างมือหนึ่งที่ลูกค้าต้องจองคิวข้ามเดือน , หรือหากคุณขับ Uber การเรียนรู้วิธีบริหารเวลา เลือกช่วงเวลาและทำเลทำเงิน ก็ช่วยสร้างรายได้ที่มากกว่าคนอื่นได้เช่นกัน

    เมื่อคุณพัฒนาตัวเองให้มี ทักษะที่สูงขึ้นและเชี่ยวชาญกว่าเดิม มูลค่าตัวคุณในตลาดจะเพิ่มขึ้นทันที คุณจะสามารถขยับจากการรับค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นไปเป็นคนกำหนดราคาค่าตัวได้เอง รายได้ต่อชั่วโมงของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ (Leverage) ช่วยให้คุณเหนื่อยน้อยลง แต่สามารถเก็บเงินทุนก้อนใหญ่ได้เร็วที่สุดเพื่อเอาไปสร้างระบบการเงินในขั้นต่อไป

    จุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งไม่ได้เริ่มที่การประหยัด แต่เริ่มที่ "ความสามารถในการหาเงิน" คนส่วนใหญ่มักติดอยู่ในกับดักของการ "เอาเวลาไปแลกเงิน" ซึ่งมีเพดานจำกัดเพราะหนึ่งวันของเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน หากคุณยังทำงานที่ใครๆ ก็แทนที่ได้ ค่าแรงต่อชั่วโมงก็จะไม่เติบโต

​

  • ขั้นตอนที่ 2: การออมและการใช้จ่าย (Saving & Spending) — สร้างระบบล็อกเงินออม ก่อนกิเลสจะสลายรายได้

    หัวใจของการสร้างเนื้อสร้างตัวและการก้าวไปสู่ความรวย ไม่ได้วัดกันที่ "วันนี้คุณหาเงินได้มากแค่ไหน" แต่วัดกันที่ "คุณเหลือเงินเก็บเท่าไหร่หลังจากสิ้นเดือน" คนส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางความรู้สึกรวยเมื่อเห็นเงินสดเหลือเต็มกระเป๋า แล้วคิดว่าค่อยเอาเงินที่เหลือตอนปลายเดือนไปออม แต่ความจริงคือ เงินที่ไม่มีระบบจัดการมักจะละลายหายไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือย ของสะสม หรือความบันเทิงชั่วคราวอยู่เสมอ

    กลยุทธ์ที่ถูกต้องในขั้นตอนนี้คือการยึดหลัก "ออมก่อน จ่ายทีหลัง" (Save First, Spend Second) ทันทีที่เงินเดือนหรือค่าแรงออก ไม่ว่าเดือนนั้นคุณจะหาเงินได้มากหรือน้อย ให้หัก 10-20% แยกเข้าบัญชีเงินออมไว้ทันทีเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายไฟบังคับ จากนั้นจึงนำเงินส่วนที่เหลือมาจัดสรรและใช้ชีวิตให้อยู่ภายในงบประมาณอย่างเคร่งครัด การฝึกควบคุมรอยรั่วทางการเงินและสร้างนิสัยการออมที่เป็นระบบตั้งแต่ตอนที่มีเงินก้อนเล็ก จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการเปลี่ยนเงินเก็บธรรมดาให้กลายเป็นเงินทุนก้อนโต เพื่อนำไปดาวน์บ้านหรือลงทุนสร้างทรัพย์สินในอนาคต โดยไม่ต้องติดกับดัก "เงินหมดไปกับสิ่งของด้อยค่า" อีกต่อไป

 

  • ขั้นตอนที่ 3: การกู้ยืม (Borrowing) — กำจัดหนี้ฉุดรั้งชีวิต เปลี่ยนเงินกู้ให้เป็นเครื่องทุ่นแรงสร้างความรวย

    ในโลกการเงิน "หนี้" มีสองประเภท คือหนี้ที่ทำให้คุณยากจนลง และหนี้ที่ช่วยให้คุณร่ำรวยขึ้น กลยุทธ์ในขั้นตอนนี้คือการแบ่งแยกและจัดการพวกมันอย่างเด็ดขาด โดยเริ่มจาก "การกำจัดหนี้บริโภคที่ดอกเบี้ยสูงให้หมดไปทันที" ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนของฟุ่มเฟือย รถยนต์ราคาแพงเกินตัว หรือหนี้นอกระบบ หนี้เหล่านี้คือรอยรั่วที่น่ากลัวที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่แพงลิ่วจะคอยกัดกินเงินออมที่คุณหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง จนคุณไม่มีวันเหลือเงินไปสร้างชีวิต

    เมื่อคุณล้างหนี้จนหมดแล้ว คุณถึงจะสามารถก้าวสู่อีกด้านของการเงิน คือการ "ใช้เงินกู้เป็นเครื่องมือทุ่นแรง (Leverage)" อย่างชาญฉลาด คนรวยไม่ได้ใช้เงินตัวเองทั้งหมดในการสร้างความมั่งคั่ง แต่พวกเขาใช้เงินของธนาคาร (Other People’s Money) มาเป็นพลังทวีคูณ โดยกู้เงินมาเพื่อลงทุนซื้อ "สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดหรือเพิ่มมูลค่าเท่านั้น" เช่น การกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าให้มีรายได้กลับเข้ามาทุกเดือน หรือการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจร้านอาหาร ร้านนวด หรือร้านทำเล็บของตัวเองเพื่อจ้างคนอื่นมาทำงานแทน การเปลี่ยนวิธีคิดจากการกู้เงินมาใช้จ่าย ไปเป็นการกู้เงินมาลงทุน จะเปลี่ยนบทบาทของคุณจากลูกหนี้ที่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ไปเป็นนักสร้างระบบที่ใช้เงินกู้ขับเคลื่อนความมั่งคั่งให้เติบโตอย่างมั่นคง

 

  • ขั้นตอนที่ 4: การประกันภัย (Insuring) — ล็อกความมั่งคั่งด้วยเกราะป้องกันที่หนาแน่น

    ความจริงที่น่ากลัวที่สุดในโลกการเงินคือ "ต่อให้คุณหาเงินเก่งแค่ไหน หรือประหยัดจนมีเงินเก็บมากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งทั้งหมดสามารถพังทลายลงได้ในพริบตาหากขาดการป้องกันความเสี่ยง" คนส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การสะสมเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ละเลยการสร้างระบบปกป้องมันไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น อาการเจ็บป่วยกะทันหัน อุบัติเหตุร้ายแรงจนทำงานไม่ได้ หรือความสูญเสียครั้งใหญ่ เงินออมและสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณอุตสาหะสร้างมาทั้งชีวิต อาจต้องละลายหายไปกับค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจนคุณต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

    กลยุทธ์ในขั้นตอนนี้คือการ "สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่งด้วยประกันภัย" อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานบริการ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ใช้แรงงานที่ร่างกายคือเครื่องจักรผลิตเงินหลัก การทำประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันชีวิตไม่ใช่การจ่ายเงินทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ แต่เป็นการย้ายความเสี่ยงทางการเงินก้อนโตไปให้บริษัทประกันแบกรับแทนคุณ มันคือผู้พิทักษ์ที่จะคอยคุ้มครองรายได้และเงินทุนของคุณให้ยังคงปลอดภัย มั่นใจได้ว่าต่อให้เกิดมรสุมชีวิต ครอบครัวและคนที่คุณรักจะไม่มีวันเดือดร้อน และระบบความมั่งคั่งที่คุณสร้างขึ้นมาก็จะยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงโดยไม่สะดุดลงกลางทาง

     

  • ขั้นตอนที่ 5: การลงทุน (Investing)— เปลี่ยนเงินเก็บให้เป็นพนักงานผลิตเงินด้วยระบบอัตโนมัติ
    หลังจากที่คุณได้อัปเกรดทักษะ ออมเงินอย่างมีระบบ และสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะก้าวเข้าสู่หัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง นั่นคือการ "เปลี่ยนผ่านจากการใช้แรงทำงาน ไปสู่การให้เงินทำงานแทนคุณ" เพราะตราบใดที่คุณยังต้องตื่นไปทำงานเพื่อแลกเงินในทุกๆ วัน คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสคำว่าอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง เงินออมที่นอนนิ่งอยู่ในธนาคารเฉยๆ จะถูกเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าลงไปเรื่อยๆ ทุกปี ยิ่งคุณเก็บไว้เฉยๆ เงินของคุณยิ่ง "จนลง" โดยที่คุณไม่รู้ตัว

    กลยุทธ์ในขั้นตอนนี้คือการส่งเงินออมของคุณไปทำหน้าที่เป็นนักรบผลิตเงินผ่านเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง "กองทุนดัชนี (Index Funds)" และ "อสังหาริมทรัพย์" ซึ่งเป็นสองสินทรัพย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามั่นคงและปลอดภัยในระยะยาว สำหรับคนทำงานบริการหรือฟรีแลนซ์ กองทุนดัชนีคือคำตอบที่ยอดเยี่ยม เพราะคุณไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอเทรดหุ้นให้ปวดหัว แค่หักเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนอัตโนมัติ (DCA) ทุกเดือน กองทุนจะนำเงินของคุณไปกระจายซื้อหุ้นของบริษัทชั้นนำระดับโลก และปล่อยให้ "พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest)" ทำงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสะสมอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสดในอนาคต ยิ่งคุณเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เงินทุนก้อนเล็กในวันนี้จะค่อยๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งทางการเงินที่ใหญ่พอที่จะเลี้ยงดูชีวิตของคุณและครอบครัวไปตลอดกาล โดยที่คุณไม่ต้องหยาดเหงื่อแรงกายอีกต่อไป

 

  • ขั้นตอนที่ 6: การเกษียณ (Retiring)— เปลี่ยนจากนักสะสม สู่การมีเงินไหลเข้าบัญชีอย่างมั่นคงตลอดชีพ

    เมื่อคุณเดินทางมาถึงจุดนี้ คุณได้สะสมเงินทุนมามากพอแล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงของการเกษียณไม่ใช่เรื่องของการหาเงินเพิ่มอีกต่อไป แต่คือการ "เปลี่ยนผ่านจากการสะสมเงินทุน ไปสู่ช่วงการใช้เงินอย่างปลอดภัย" คนจำนวนมากตกม้าตายในขั้นตอนนี้ เพราะความกังวลว่าเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตจะหมดลงก่อนที่เราจะจากไป หรือขาดระบบการจ่ายเงินคืนกลับมาให้ตัวเองใช้ในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีการจัดเก็บและวางแผนบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เงินส่วนที่คุณควรจะได้ใช้อาจจะละลายหายไปกับภาษีโดยไม่จำเป็น

    กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้ คือการสร้าง "ท่อส่งเงินส่วนตัว" ที่ไม่มีวันแห้งขอด ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์และปลอดภัยที่สุดก็คือ "ประกันบำนาญ (Annuity)" สินทรัพย์ชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายความกลัวเรื่องเงินหมดโดยเฉพาะ ประโยชน์สูงสุดของ Annuity คือการทำหน้าที่เปลี่ยนเงินก้อนที่คุณสะสมมา ให้กลายเป็น "รายได้ประจำที่แน่นอนและสม่ำเสมอ" ส่งตรงเข้าบัญชีคุณทุกเดือนเสมือนคุณยังได้รับเงินเดือนอยู่ตลอดไป ที่สำคัญคือ มันช่วยการันตีว่าคุณจะมีเงินใช้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าคุณจะมีอายุยืนยาวแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ ประกันบำนาญยังเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการช่วยบริหารจัดการภาษี ทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่าสูงสุด การมีระบบจ่ายเงินเกษียณด้วย Annuity ควบคู่ไปกับแผนจัดการภาษีที่ดี จะช่วยปลดล็อกความกังวลทั้งหมด ทำให้คุณได้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างสุขสบาย มีอิสรภาพ และใช้เงินได้อย่างไร้กังวลจนถึงวันที่เราไม่อยู่ครับ

 

  • ขั้นตอนที่ 7: การวางแผนมรดก (Graduating & Planning)— ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์แบบ และสร้างตำนานให้คนรุ่นหลัง

    นี่คือ "ขั้นสูงสุด" ของการเดินทางสู่ความมั่งคั่ง คำว่า "Graduating" ในที่นี้หมายถึงการที่คุณได้เรียนจบหลักสูตรทางการเงินของชีวิตอย่างสมบูรณ์แล้ว คุณไม่ได้เพียงแค่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์ หรือมีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิตอย่างสุขสบายเท่านั้น แต่คุณกำลังก้าวไปสู่จุดที่คุณสามารถแผ่กิ่งก้านสาขาเพื่อปกป้องและโอบอุ้มคนที่คุณรักได้ แม้ในวันที่คุณไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว การสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงจะไม่จบลงที่ตัวเรา แต่ต้องสามารถคงอยู่และเติบโตต่อไปเพื่ออนาคตของครอบครัว

    กลยุทธ์ในขั้นตอนนี้คือการ "วางแผนมรดกอย่างชาญฉลาดและรัดกุม" คนส่วนใหญ่มักละเลยขั้นตอนนี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต แต่ความจริงคือ หากขาดการวางแผนที่ดี ทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณอุตสาหะสร้างระบบและสะสมมาทั้งชีวิต (ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 ถึง 6) อาจต้องเผชิญกับปัญหากฎหมาย การฟ้องร้องแย่งชิงในครอบครัว หรือถูกหักภาษีมรดกจำนวนมหาศาลจนแทบไม่เหลือถึงมือลูกหลาน การจัดทำพินัยกรรม การบริหารจัดการสิทธิประโยชน์จากประกันชีวิต หรือการตั้งกองทุนครอบครัวอย่างถูกต้อง จะช่วยรับประกันว่าเงินทุน บ้าน และทรัพย์สินทุกชิ้นของคุณจะถูกส่งต่อไปยังคนที่คุณรักอย่างราบรื่น รวดเร็ว และยุติธรรมที่สุด การวางแผนมรดกจึงไม่ใช่เรื่องของความตาย แต่เป็นเรื่องของการแสดงความรัก ความห่วงใย และการส่งต่อ "โครงสร้างชีวิตที่มั่นคง" เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นรากฐานในการก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่เหมือนที่คุณเคยผ่านมา


     

bottom of page